วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556



ป่าชายเลนในภูมิภาค / โลก


            การกระจายพื้นที่ป่าชายเลนของโลกป่าชายเลนของโลกมีทั้งหมดประมาณ 113.43 ล้านไร่ ขึ้นกระจัดกระจายอยู่ในเขตร้อน 3 เขตใหญ่ เขตร้อนแถบเอเชีย มีเนื้อที่ประมาณ 52.56 ล้านไร่ หรือ 46.4 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ป่าชาย เลนทั้งหมด เขตร้อนอเมริกา มีเนื้อที่ประมาณ 39.60 ล้านไร่ หรือ 34.9 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ป่าชาย เลนทั้งหมด เขตร้อนอัฟริกา มีพื้นที่ป่าชายเลนน้อยที่สุด ประมาณ 21.63 ล้านไร่ หรือ 18.7 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ป่าชายเลนทั้งหมด ประเทศที่มีพื้นที่ป่าชายเลนมากที่สุดในโลก คือ ประเทศอินโดนีเชียมีพื้นที่ประมาณ 26.57 ล้านไร่ รองลงมา คือ ประเทศบราซิลมีพื้นที่ประมาณ 15.63 ล้านไร่ และออสเตรเลียมีพื้นที่ ประมาณ 7.19 ล้านไร่




                       



                       




วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




ปัญหาสาเหตุ และผลกระทบจากการทำลายป่าชายเลน







       ปัญหา พื้นที่ป่าชายเลนลดลงอย่างต่อเนื่องเกิดจากสาเหตุหลายประการร่วมกัน ที่สำคัญคือ การ ขยายตัวของประชากร ทำให้มีการพัฒนากิจกรรมต่างๆ มากมาย ที่สำคัญคือ การประมงและการเพาะเลี้ยง สัตว์น้ำ โดยเฉพาะการทำนากุ้ง การทำเหมืองแร่ การเกษตรกรรม การขยายตัวของแหล่งชุมชน การสร้าง ท่าเทียบเรือ การสร้างถนนและสายส่งไฟฟ้า การอุตสาหกรรมและโรงงานไฟฟ้า การขุดลอกร่องน้ำ การทำนา เกลือ การตัดไม้เกินกำลังการผลิตของป่า และกิจกรรมอื่น 


      สาเหตุ หลายกิจกรรมเกิดขึ้นในพื้นที่ป่าชายเลนเป็นเพราะเห็นว่าการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชาย เลน ทำให้ช่วยลดต้นทุนในการประกอบการ เพราะป่าชายเลนเป็นพื้นที่ป่าสงวนมีกฎหมายและระเบียบ ข้อบังคับไม่รัดกุม ทำให้มีผู้บุกรุกจำนวนมาก และการจับกุมทำได้ไม่ทั่วถึง สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ สืบเนื่องมาจาก ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับป่าชายเลนยังไม่เพียงพอและยังไม่ถูกต้องนักในกลุ่มบุคคลระดับต่างๆ ทำให้ไม่ เห็นความสำคัญของป่าชายเลน เป็นผลให้การใช้ประโยชน์ป่าชายเลนเป็นไปอย่างไม่เหมาะสม 


     ผลกระทบ การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าชายเลนดังกล่าวทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศป่าชายเลน หลายประการ เช่น อุณหภูมิน้ำสูงขึ้น ปริมาณธาตุอาหารลดลง ความเค็มเพิ่มขึ้น น้ำขุ่นข้น มีปริมาณสารพิษ ในน้ำ เกิดการพังทลายของดิน มีการเปลี่ยนแปลงชนิด ปริมาณและลักษณะโครงสร้างของพืชและสัตว์น้ำ ที่ สำคัญคือมีผลกระทบต่อความสมดุลของระบบนิเวศในป่าชายเลนและระบบนิเวศอื่นในบริเวณชายฝั่งและ ใกล้เคียงป่าชายเลน ซึ่งจะส่งผลกระทบไปถึงเศรษฐกิจและประชาชนและของประเทศโดยรวม และยากที่จะ ฟื้นฟูให้กลับเป็นป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์เหมือนเดิมได้แม้จะต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




 ปัจจัยสิ่งแวดล้อมของป่าชายเลน

           ปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่มีบทบาทสำคัญในการดำรงชีวิตของพืชและสัตว์ในป่าชายเลน คือ ภูมิประเทศชายฝั่งป่าชายเลนโดยทั่วไปชอบขึ้นอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลที่มีสภาพเป็นดินเลน และ เป็นที่ราบกว้าง มีน้ำทะเลท่วมถึงอย่างสม่ำเสมอ 

ภูมิอากาศ ปัจจัยสภาวะแวดล้อมที่เกี่ยวกับภูมิอากาศที่สำคัญ ได้แก่ แสง อุณหภูมิ ฝนและลม ป่าชายเลนส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่ในเขตโซนร้อน เพราะมีสภาพภูมิอากาศเหมาะสม 





                   
           




น้ำขึ้นน้ำลง น้ำขึ้นน้ำลงเป็นปัจจัยที่สำคัญในการกำหนดการแบ่งเขตการขึ้นอยู่ของพันธุ์ไม้ หรือ สัตว์น้ำในป่าชายเลน ผลต่างของน้ำขึ้นน้ำลงเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของลักษณะ ภายนอกของพันธุ์ไม้ โดยเฉพาะระบบราก รากค้ำจุนและรากหายใจจะมีขนาดใหญ่และสูงจากผิวดินมากถ้า ขึ้นอยู่ในพื้นที่ที่ผลต่างของน้ำขึ้นน้ำลงกว้าง 

คลื่นและกระแสน้ำ คลื่นและกระแสน้ำช่วยพัดพาฝักของไม้ป่าชายเลนไปสู่แหล่งต่างๆ นอกจากนี้คลื่นและกระแสน้ำนอกจากจะเป็นตัวการที่สำคัญที่ทำให้มีการตกตะกอนบริเวณชายฝั่ง ซึ่งจะทำให้ มีพันธุ์ไม้ป่าชายเลนมาขึ้นอยู่แล้ว ยังช่วยพัดพาธาตุอาหารจากป่าชายเลนออกไปสู่ชายฝั่งและทะเล ซึ่งจะ เป็นประโยชน์ต่อสัตว์น้ำ และการเพาะเลี้ยงชายฝั่งอย่างมาก 

ความเค็มของน้ำ ความเค็มของน้ำ และความเค็มของน้ำในดิน มีความสำคัญต่อการกระจาย ของพันธุ์ไม้และสัตว์น้ำในป่าชายเลน ที่ความเค็มของน้ำต่างกันจะมีการขึ้นอยู่ของพันธุ์ไม้และชนิดของสัตว์ ต่างกัน 

ออกซิเจนละลาย ปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของพืชและ สัตว์นานาชนิด ปริมาณออกซิเจนละลายมากหรือน้อยเป็นตัวจำกัดทั้งชนิด การเจริญเติบโตของพืช และชนิด การเจริญเติบโต และการแพร่กระจายของสัตว์น้ำ นอกจากนี้การเกิดขบวนการย่อยสลายของเศษใบไม้หรือ อินทรียสาร จะเร็วหรือช้ายังขึ้นอยู่กับปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำเป็นสำคัญ 


                 
ดิน ดินในป่าชายเลนเป็นดินที่เกิดจากการทับถมของตะกอนที่ไหลมากับน้ำจากแหล่งต่างๆ และการตกตะกอนของสารแขวนลอยในมวลน้ำ ตลอดจนการสลายตัวของอินทรียสาร ดินเป็นปัจจัยหนึ่งที่มี ส่วนในการจำกัดการเจริญเติบโต และการกระจายของพันธุ์ไม้ และสัตว์ในป่าชายเลน ตัวอย่างเช่น ไม้ โกงกางใบใหญ่ขึ้นได้ดีในดินเลนค่อนข้างลึก ไม้แสมทะเลและไม้พังกาหัวสุมสามารถขึ้นได้ดีในพื้นที่ดินเลน ปนทราย 

ธาตุอาหาร ธาตุอาหารที่จำเป็นในการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตในป่าชายเลน มีแหล่งที่มาจาก ภายนอกป่าชายเลนและจากป่าชายเลนเอง คือมาจาก น้ำฝน น้ำที่ไหลผ่านแผ่นดิน จากดินตะกอน จากน้ำ ทะเลและจากการผุสลายของอินทรียวัตถุในป่าชายเลน จากสิ่งมีชีวิตที่ผ่านขั้นตอนต่างๆ ในการย่อยสลาย จากแพลงตอนพืช ไดอะตอม แบคทีเรีย สาหร่ายที่เกาะตามต้นไม้ รากไม้ และพืชชนิดอื่นๆในป่าชายเลน ซากสัตว์ สิ่งขับถ่ายของสัตว์ หรือมาจากสารแขวนลอยในน้ำที่ไหลมาจากแหล่งน้ำลำธาร ซากพืชและซาก สัตว์ที่อยู่บนฝั่งหรือในทะเล ชิ้นส่วนต่างๆ ของพืชที่ลมพัดพามา

วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2556


สัตว์ในป่าชายเลน


      สัตว์ในป่าชายเลน สัตว์ที่อาศัยอยู่ในป่าชายเลนนอกจาก สัตว์น้ำ เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา และสัตว์ชนิดอื่นๆ เช่น นก สัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลื้อยคลาน และแมลงแล้ว ในป่าชายเลนยังพบตัวแทนของสัตว์เกือบทุกตระกูล ตั้งแต่สัตว์ที่มีขนาดเล็ก เช่น โปรโตซัว หนอนตัวกลม หนอนตัวแบน และพวกไส้เดือนทะเลสัตว์พวกนี้จะมีหลายชนิด และดำรงชีวิตหลายแบบ กล่าวคือ บางชนิดสามารถเคลื่อนที่ได้และจับสัตว์อื่นเป็นอาหาร บางชนิดสามารถฝังตัวอยู่กับที่และกรองอาหารจากน้ำและบางชนิดก็ฝังตัวอยู่กับที่มีหนวดหรือรยางค์ออกกวาดอินทรีย์สารเป็นอาหาร 


                                  



      ปลาที่พบในป่าชายเลน ปลาชนิดต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในป่าชายเลนมีหลายชนิดปลาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและพบมาก ได้แก่ ปลานวลจันทร์ทะเล และปลากะพงขาว ชนิดและความชุกชุมปลาจะแตกต่างตามฤดูกาลวางไข่ และกระแสน้ำและระดับความเข้มข้นของน้ำทะเล อุณหภูมิชนิดและจำนวนของสัตว์กินปลา ปลาในป่าชายเลนสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ใหญ่ๆคือ ปลาที่อาศัยอยู่เป็นประจำ ปลาที่อาศัยอยู่ชั่วคราวปลาที่มากับกระแสน้ำ และปลาที่พบในบางฤดูกาล 


                                 


      กุ้งที่พบในป่าชายเลน กุ้งในป่าชายเลนหรือกุ้งที่อาศัยอยู่ในน้ำกร่อยมี 15 ชนิด กุ้งที่สาคัญและมีค่าทางเศรษฐกิจสูง คือ กุ้งกุลาดำ และกุ้งแชบ๊วย นอกจากนี้ยังมีกุ้งบางชนิดที่ว่ายน้ำจากบริเวณน้ำจืดไปวางไข่บริเวณน้ำกร่อยอีก และที่สำคัญ ได้แก่ กุ้งก้ามกราม และกุ้งน้ำจืด เป็นต้น 



                                     


      หอยที่พบในป่าชายเลน พวกหอยที่สำคัญได้แก่ หอยสองฝา เช่นหอยนางรม หอยแครง และหอยจอบ ซึ่งอาจจะฝั่งตัวในดินหรือเกาะตามต้นราก กิ่งและใบของไม้ป่าชายเลน นอกจากนี้ยังมีหอยเจาะซึ่งพบมากตามซากต้นไม้ที่หักพังด้วยหอบฝาเดียว ได้แก่หอยขี้นก 




                               


      ปูที่พบบริเวณป่าชายเลน ปูที่พบในป่าชายเลนมีอยู่ประมาณ 30 ชนิด ที่รู้จักกันดี คือปูแสมปละปูก้ามดาบ ซึ่งปูทั้ง 2 ชนิด นี้มีสีสันต่างๆสวยงามสำหรับปูที่นิยมรับประทาน เป็นอาหารและมีคุณค่าทางเศรษฐกิจ คือ ปูทะเล 

              
                                


      นกที่พบบริเวณป่าชายเลน มีทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพโดยนกประจำถิ่นอาศัยกินและสร้างรังในป่าชายเลน เช่น นกยางเปีย นกกาน้ำเล็ก เหยี่ยวแดง และนกอพยะที่ใช้เส้นทางบินเดิมประจำทุกปี คือ "กลุ่มนกชายเลนและนกทะเล" ที่อพยพมาตามไกหล่ทวีปมักพักนอนและหาอาหารเพื่อสะสมพลังงานในป่าชายเลน เนื่องจากมีความเหมาะสมทั้งเรื่องอาหารที่มีสัตว์น้ำมากมาย ที่หลบภัยเช่น ลมฝน สัตว์ผู้ล่า นกในกลุ่มนี้เช่น นก??ใหญ่ ยกชายเลนปากช้อน นกนางนวลธรรมดา 


      สัตว์ชนิดอื่นที่พบในป่าชายเลน ในบริเวณป่าชายเลน นากจากสัตว์น้ำชนิดต่างๆแล้วยังพบสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น ค้างคาว ลิงลม ลิงแสม หนูบ้าน นาก เสือปลา แมวป่า หมูป่า และเก้ง สัตว์เหล่านี้จะเข้ามาในบริเวณป่าชายเลนเป็นบางเวลาเพื่อหาอาหาร นากจากนี้ยังมีนกหลายชนิด งูชนิดต่างๆ ตะกวด เต่า และจระเข้
                                           
   ราที่พบในป่าชายเลน (Mangrove fungi)


    จากหลักฐานคาดว่ารามีวิวัฒนาการมาจากสาหร่ายที่สังเคราะห์แสงได้ โดยราแต่ละกลุ่มจะวิวัฒนาการมาจาก algae ที่แตกต่างกัน ราที่ปัจจุบันพบบนบกจัดว่ามีวิวัฒนาการสูงกว่าราชั้นต่ำที่อยู่ในน้ำ แต่เมื่อเวลาผ่านไปราบางกลุ่มก็ค่อยๆ ปรับตัวและวิวัฒนาการลงสู่ทะเลอีก กลายเป็นราน้ำเค็มและราที่ทนเค็ม ราที่พบในป่าชายเลนเรียกว่า Manglicolous fungi นอกจากจะพบว่ามีสภาพเป็นราชั้นสูงที่สามารถสร้างดอกเห็ดได้ทั่วไปในกลุ่ม Basidiomycotina และอีกกว่าร้อยละ 80 อยู่ในรากลุ่ม Ascomycotina ที่เหลือคือราน้ำและราชั้นต่ำอีกมากมาย และรากลุ่มที่สร้างเซลสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศเท่านั้น (Deuteromycotina) ราที่ทนความเค็มหรือราน้ำเค็ม จึงไม่มีความจำเพาะกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษ ในระบบนิเวศป่าชายเลนมักพบราได้ทั่วไปบนวัสดุต่าง ๆ เช่น ซากกิ่งไม้ ใบไม้ รากไม้ที่ถูกน้ำเค็มท่วมถึง รวมถึงในดินตะกอนและในน้ำกร่อย ราจึงทำหน้าที่เป็นผู้ย่อยสลายที่สำคัญในส่วนของทะเลและชายฝั่ง 

    ราชั้นสูงที่พบในป่าชายเลนทั่วโลกมีอยู่ประมาณ 200 ชนิด และอีกจำนวนมากกำลังรอการค้นพบ โดยรามักอยู่ในกลุ่มของ Sub-division Basidiomycotina ที่สร้างดอกเห็ดที่พบได้ทั่วไปในป่าชายเลน นอกจากนี้ในน้ำยังมีราน้ำเค็มที่แท้จริง ที่ส่วนใหญ่มีสปอร์รูปร่างแปลกตาสวยงามมีระยางค์หรือเมือกหุ้มรอบตัว เพื่อช่วยในการยึดเกาะกับพื้นผิวของวัสดุธรรมชาติในแหล่งน้ำเค็ม และช่วยให้การแพร่พันธุ์เป็นประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น จึงไม่เป็นการแปลกบางครั้งพบราน้ำเค็มหรือราทนเค็มในน้ำที่ไหลผ่านเข้าออกจากป่าชายเลน หรือพบเจริญอยู่กับต้นไม้ในป่าชายเลน ราบางกลุ่มมีความเฉพาะกับพืชอาศัย เช่น Halocyphina villosa พบได้บ่อยครั้งบนเปลือกต้นแสม แต่แทบจะไม่พบกับต้นถั่วขาวและโกงกางใบเล็ก ส่วน Coronopapilla mangrovei เป็นชนิดที่พบอาศัยอยู่กับต้นตะบูน ราบางชนิดอาจทำให้เกิดความเสียหายโดยเป็นสาเหตุของโรคไส้เน่า ที่เห็นกันทั่วไปคือไม้ตะบูนขาวที่เกิดโพรงในลำต้น มักมีสาเหตุมาจากเห็ดหิ้งชนิด Phellinus sp. ซึ่งแทบจะไม่พบว่าขึ้นเป็นปรสิตกับพันธุ์ไม้ป่าชายเลนชนิดอื่นเลย 

    อย่างไรก็ตามในประเทศไทย การศึกษาราที่ทนเค็ม ราน้ำเค็ม และราในป่าชายเลนยังมีอยู่น้อยมาก ในภูมิภาคนี้ประเทศอินเดียมีการศึกษาราในกลุ่มนี้มากที่สุด รวมถึงการศึกษาด้านการมีความสัมพันธ์กับไม้ในป่าชายเลนแบบ symbiosis ด้วย นอกจากนี้ยังมีการศึกษาในฮ่องกง สิงคโปร์และมาเลเซีย จนกระทั่งในช่วง 3 - 4 ปีที่ผ่านมา ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ จึงมีการศึกษาราน้ำเค็มกันมากขึ้น และมีรายงานพบราน้ำเค็มในประเทศไทยกว่า 160 ชนิด โดยมีสายพันธุ์ราน้ำเค็มบริสุทธิ์ที่เก็บรักษาไว้ที่ห้องปฏิบัติการเก็บรักษาสายพันธุ์จุลินทรีย์ (BIOTEC) แล้ว ประมาณ 1,400 สายพันธุ์ ส่วนราทนเค็มและราในป่าชายเลนชนิดอื่น ๆ ยังไม่มีรายงานการศึกษามากนัก โดยเฉพาะราในกลุ่มของเห็ดหิ้งที่พบได้ทั่วไปในป่าชายเลน กลับแทบจะไม่เคยมีการเก็บตัวอย่างเลย การศึกษาราในป่าชายเลนของประเทศไทยพบเพียงการศึกษาของอนิวรรต และ ธีรวัฒน์ (2533) ที่ทำการศึกษาราที่พบในส่วนของเนื้อไม้ป่าชายเลนบางชนิด ที่จังหวัดระนอง พบราน้ำเค็มและราทนเค็ม 59 ชนิด ซึ่งอยู่ในกลุ่มของ Sub-division Ascomycotina ถึง 50 ชนิด และให้ข้อสังเกตว่าควรทำการศึกษาให้มีความหลากหลายของสถานที่เก็บตัวอย่างให้มากขึ้น 

การจำแนกกลุ่มของรา  สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้ 

1. Division Myxomycota เรียกกันทั่วไปว่าราเมือก (slime mold) พบอาศัยตามที่เย็น มีร่มเงาและมีความชื้นสูง จึงมักพบตามขอนไม้ที่ผุพัง กองใบไม้เน่าหรือซากอินทรียวัตถุที่มีความชื้นแฉะ 

2. Division Eumycota จัดว่าเป็น true fungi อาหารได้รับจากการดูดซึมผ่านผนังเซล (absorption) ถ้ามีขนาดใหญ่มองเห็นชัดด้วยตาเปล่ามักจะเรียกว่า “เห็ด” ประโยชน์ช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึมธาตุอาหารและป้องกันโรคที่เกิดกับระบบราก มีความสัมพันธ์กับพืชแบบได้ประโยชน์ร่วมกัน มักพบในพืชป่าบกในเขตร้อนและเขตอบอุ่น ในป่าชายเลน และพันธุ์ไม้อิงอาศัย การจำแนกรากลุ่มนี้จะพิจารณาจากวิธีการและการสร้างเซลสืบพันธุ์ แบ่งได้ 5 ชั้นย่อย คือ 

2.1 Sub-division Mastigomycotina รากลุ่มนี้มีประมาณ 190 สายพันธุ์ (genera) สร้างเซลสืบพันธุ์แบบซูโอสปอร์ (Zoospore) ส่วนใหญ่เป็นราที่อาศัยอยู่ในน้ำ ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม มีบ้างที่อยู่ในดิน ปกติราในกลุ่มนี้ไม่ค่อยมีความสำคัญมากนัก ยกเว้นแต่บางชนิดที่เป็นสาเหตุของโรคพืช เช่น ทำให้เกิดโรคเน่าคอดินและใบไหม้ และบางชนิดทำให้เกิดโรคกับสัตว์ที่หายใจผ่านผิวหนัง เช่น กบ 

2.2 Sub-division Zygomycotina รากลุ่มนี้สร้างเซลสืบพันธุ์แบบไซโกสปอร์ (Zygospore) มีบทบาทมากในวงการอุตสาหกรรม เช่น Rhizopus oryzae ใช้ผลิตอัลกอฮอล์ R. nodosus ใช้ผลิตกรดแลกติก Mucor sp.ใช้ผลิตกรดซิตริกและกรดออกซาลิก และ Entomophthora ประมาณ 80 ชนิดพันธุ์ เป็นปรสิตของแมลง และใช้ในการควบคุมแมลงศัตรูพืชแบบชีววิธี (bio-control) โดยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในดิน ทำหน้าที่เป็นผู้ย่อยสลาย พบในดินที่มีอินทรียวัตถุสูงและในมูลสัตว์ ปกติดำรงชีวิตเป็นอิสระ และเจริญเติบโตได้รวดเร็วมาก พบได้ทั่วไปในชีวิต ประจำวัน เช่น ราสีเขียวที่ขึ้นบนขนมปัง 





2.3 Sub-division Ascomycotina รากลุ่มนี้สร้างเซลสืบพันธุ์แบบแอสโคสปอร์ (Ascospore) มีจำนวนสมาชิกมากที่สุดประมาณ 30,000 ชนิดพันธุ์ พบได้ทั่วไปในดิน ในน้ำจืดรวมทั้งในน้ำเค็ม ส่วนใหญ่ดำรงชีวิตเป็นอิสระ มีบทบาทเป็นผู้ย่อยสลาย ส่วนน้อยที่พบดำรงชีวิตเป็นปรสิต บางทีเรียกราในกลุ่มนี้ว่า ราถุง (sac fungi) พบเป็นผู้ย่อยสลายในที่ชื้นแฉะในป่าดิบและป่าชายเลน ตามไม้ผุที่ชุ่มชื้น บางชนิดสร้างดอกเห็ดอยู่ใต้ดิน ที่เรียกกันว่า Truffles มีรสชาติดีและมีราคาแพงมาก 

2.4 Sub-division Basidiomycotina รากลุ่มนี้สร้างเซลสืบพันธุ์แบบเบสิดิโอสปอร์ (Basidiospore) มีวิวัฒนาการสูงที่สุดพบมากกว่า 900 สายพันธุ์ 12,000 ชนิดพันธุ์ ลักษณะที่สำคัญคือมีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ โดยการสร้างสปอร์ ส่วนใหญ่พบดำรงชีวิตเป็นอิสระและเป็นผู้ย่อยสลายที่สำคัญของระบบนิเวศ รากลุ่มนี้พบว่ามีความสามารถในการทำลายไม้ (wood destroying fungi) ทำให้เกิดการผุพัง เช่น ไม้ที่ล้มตามธรรมชาติในป่า และไม้ที่นำมาใช้ในการก่อสร้างทางเดินศึกษาธรรมชาติในป่าชายเลน เป็นต้น 











ภาพ Pycnoporus sanguineus ขึ้นบนพื้นไม้ทางเดินศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน

2.5 Sub-division Deuteromycotina รากลุ่มนี้สร้างเซลสืบพันธุ์แบบสปอร์แบบไม่อาศัยเพศเท่านั้น โดยการสร้างหน่วยสืบพันธุ์ที่เรียกว่าConidia ได้หลายแบบ การจำแนกกลุ่มของราจึงไม่สำคัญมาก โดยจำแนกตามชนิด อาศัยโครงสร้าง รูปร่างและสีของหน่วยสืบพันธุ์ ราที่สำคัญได้แก่ Aspergillus และ Penicillium ที่มีความสำคัญยิ่งต่ออุตสาหกรรมอาหารและยาปฏิชีวนะ บางชนิดเป็นปรสิตกับพืชทำให้เกิดความเสียหายต่อการเกษตรได้อย่างรุนแรง เช่น ทำให้เกิดโรครากเน่า โคนเน่า ในพืชหลายชนิด


วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2556

พืชในป่าชายเลน 

         ป่าชายเลนเป็นสังคมพืชที่ขึ้นอยู่บริเวณริมชายฝั่งทะเลที่มีกระแสน้ำขึ้นลงอยู่เสมอและน้ำ มีความเค็มสูง และในบางพื้นที่ยังมีลมพัดแรงและแสงแดดจัด พันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ในป่าประเภทนี้จึง เป็นไม้ที่เจริญเติบโตภายใต้สภาวะแวดล้อมที่แตกต่างไปจากสังคมพืชชนิดอื่น ดังนั้นพันธุ์ จำเป็นต้องมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงลักษณะบางประการของระบบราก ลำต้น ใบ ดอก และ ผลทั้งลักษณะภายในและภายนอกให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่




การปรับตัวที่เห็นได้ชัดในสังคมพืชบริเวณป่าชายเลน 

      การปรับตัวที่เห็นได้ชัดในสังคมพืชบริเวณป่าชายเลน คือ การมีรากค้ำจุน เนื่องจากดินป่าชายเลนเป็นดินเลนอ่อน และรากหายใจเนื่องจากใต้ผิวดินลงไปมีอากาศไม่เพียงพอใบของไม้ป่าชาย เลนมีลักษณะพิเศษคือมีต่อมขับเกลือ ใบอวบน้ำ แผ่นใบเป็นมัน และมีปากใบ ที่ผิวใบด้านล่าง มี ผลงอกขณะที่ยังอยู่บนต้น ซึ่งผลเหล่านี้หลังจากที่หลุดจากต้นแม่ลงมาสู่พื้นดินแล้วจะทำให้ สามารถเจริญเติบโตทางความสูงได้อย่างรวดเร็ว 







วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2556



สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงและการกระจายของป่าชายเลน



              ประเทศไทยมีความยาวชายฝั่งทะเลทั้งประเทศ 2,667 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 24 จังหวัด ตั้งแต่ฝั่งอ่าวไทยจากจังหวัดตราดในภาคตะวันออกตลอดแนวชายฝั่ง ถึงภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย จังหวัดนราธิวาส มีความยาว 1,653 กิโลเมตร และทางด้ายชายฝั่งทะเลอันดามัน ตั้งแต่จังหวัดระนอง จนถึงจัหวัดสตูลชายแดนติดประเทศมาเลเซีย มีความยาว 1,014 กิโลเมตร โดยตลอดความยาวของชายฝั่งมีทรัพยาป่าชายเลนขั้นอยู่อย่างหนาแน่นกระจายตามภูมิประเทศต่างๆ เช่น อ่าว ปากแม่น้ำ เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณชายฝั่งทะเลอันดามันมีเนื้อที่ชายเลนมากที่สุด ในอดีตที่ผ่านมาป่าชายเลนของประเทศไทย ยังความอุดมสมบูรณ์มากถึง 2.3 ล้านไร่ 





             ในอดีตการจัดการพื้นที่ป่าชายเลนของประเทศไทย ช่วงก่อนปี พ.ศ. 2504 รัฐบาลอนุญาติให้เอกชนทำไม้ป่าชายเลน โดยให้สัมปทานทำไม้ป่าชายเลนเพื่อผลิตถ่านไม้อย่างเดียว ซึ่งมีรุปสัมปทานทำำไม้จำนวนไม่มากแต่ต่อมาภายหลังปี พ.ศ. 2504 รัฐบาลได้มีการปรับปรุงแผนการจัดการป่าชายเลนในเรื่องเกี่ยวกับระยะเวลาการให้สัมปทานเป็นช่วงเวลา 15 ปี และกหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิในการรับสัมปทาน ให้เป็นไปตามมติ คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2509 และการให้สัมปทานทำไม้ได้ดำเนินการเรื่อยมาจนสิ้นสุดสัมปทานแปลงสุดท้าย ตามมติคณะัรัฐมนตรี เมื่อที่ 19 พฤศจิกายน 2539 ให้มีการยกเลิกการให้สัมปทานทำไม้ในเขตป่าชายเลน เมื่ออายุการให้สัมปทานทำไม้สิ้นสุดลงทั้งหมดในปี พ.ศ. 2546 อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพื้นที่ป่าชายเลนได้มีการเปลี่ยนแปลงและมีการใช้ประโยชน์จากกิจกรรมต่างๆ มาโดยตลอดทำให้พื้นที่ป่าชายเลนลดลงมา เนื่องจากสาเหตุสำคัญหลายประการ ได้แก้ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การบุกรุกเพื่อทำนากุ้ง การทำนาเกลือ การขยายตัวของเขตเมือง การท่องเที่ยวและการอุตสาหกรรม จนปัจจุบันมีพื้นที่ป่าชายเลนเหลือเพียงประมาณ 1.5 ล้านไร่ 

       นอกจากนี้ชุมชนชายฝั่งที่อาศัยอยู่ในป่าชายเลนหรือติดกับป่าชายเลนประมาณ 1,000 หมู่บ้าน ยังมีความจำเป็นที่ต้องพึ่งพาอาศัยป่าชายเลนตามวิถึชีวิตและภูมิปัญญาที่มีอยู่ ทั้งด้านการทำประมงชายฝั่งและการใช้ไม้เพื่อใช้าสอยในครัวเรือน ซึ่งปัจจุบันหากจะจำแนกสภาพปัญหาป่าชายเลนตามสภาพพื้นที่และวิถีชีวิต วัฒนธรรมแล้ว สามารถแบ่งออกได้ คือ







1. พื้นที่ป่าชายเลนที่ยังคงมีความสมบูรณ์อยู่ และมีบางส่วนที่ชุมชนเข้าไปอยุ่อาศัย และใช้ประโยชน์ต่างๆ พบมากในบริเวณพื้นที่ป่าชายเลนชายฝั่งทะเลอันดามัน ในจังหวัดระนอง พังงา กระบี่ ตรัง สตูลและจังหวัดภูเก็ต 

2. พื้นที่ป่าชายเลนที่มีราษำรเข้าบุกรุกครอบครองและเข้าใช้ประโยชน์เพื่อการเลี้ยงกุ้ง พบมากในพื้นทป่าชายเลนบริเวณภาคตะวันออกในจังหวัดระยอง และจันทบุรี บริเวณภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย 

ท้องที่จังหวัดสุราษร์ธานี และนครศรีธรรมราช 

3. พื้นที่ป่าชายเลนที่ออกเอกสารสิทธิครอบครองตามกฎหมายและมีอาชีัพการปลูกป่าชายเลน แต่ประสบปัญหาไม้คุ้มทุน จึงเปลี่ยนแปลงไปทำเป็นพื้นที่นากุ้ง และขายที่ดินให้กับเอกชน ปัจจุบัน มีปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ส่วนในบริเวณพื้นที่ป่าชายเลนบริเวณอ่าวไทยตอนบน ในจังหวัดฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และจังหวัดเพชรบุรี